”ทนายแก้ว” ยอมรับ ”ผิดที่ผมเองที่เผลอใจไป”มีการกอด-หอม-จูบ”สาว 18 จริงแต่ไม่ได้จก
“ทนายแก้ว” ตั้งโต๊แถลงข่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิงมีการกอด หอม จูบ สาว 18 ในรถจริง แต่ไม่ได้ล้วงจกตามที่เป็นข่าว
.
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่โรงแรมเมธาวลัย เรสซิเดนซ์ นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีโซเชียลมีการเผยแพร่เรื่องราวของทนายคนดัง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ถึงเนื้อถึงตัวกับหญิงสาวอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านสูทแห่งหนึ่ง
.
โดยทนายแก้ว ได้กราบขอโทษครอบครัวของตนเอง ครอบครัวของคู่กรณี และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 หนุ่ม กรรชัย โทรหาผม เขาบอกว่าได้รับรู้มาจาก เบนซ์ อาปาเช่ ที่รับรู้จากพ่อของน้องคู่กรณี โดยพี่หนุ่มได้ถามว่า ในวันที่ 12 ก.ย. 68 ได้ไปจับหน้าอก ล้วงเขาในรถระหว่างขับรถจากเทอร์มินอล 21 ไปร้านอาหารหรือไม่ ผมฟังก็ตกใจ แล้วบอกว่า ผมไม่ได้ทำ
.
แต่ยอมรับว่า ขับรถไปกับน้องจริงที่เทอร์มินอล 21 ระหว่างขับรถมีการคุยกัน เมื่อมาถึงร้านอาหารก็ได้จอดรถแล้วเดินเข้าไปทานอาหารกันจริงตามปกติ พอกินได้ระยะหนึ่งมีการถ่ายรูปคู่กัน พอทานเสร็จผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ พอเสร็จก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ซึ่งน้องเขาก็ยังนั่งเหมือนเดิม จากนั้นก็เช็กบิลแล้วเดินกลับไปที่รถ
.
ผมได้บอกพี่หนุ่มไปว่า ถ้าผมทำน้องแบบนั้น เขาคงไม่เข้ามานั่งกินข้าวกับผม และในระหว่างที่ผมไปเข้าห้องน้ำ น้องคงมีเวลาเดินออกไปจากร้านแล้ว และคงไม่มีมาถ่ายรูป ทานข้าวและรอนั่งรถกลับ
.
แต่ระหว่างที่เดินกลับไปรถ ไม่รู้ผีห่าซาตานที่ไหนมาเข้าสิงผม ขณะอยู่ในรถ ผมยอมรับว่าได้มีการกอด หอม และจูบน้องเขาจริง หลังทำเสร็จก็ได้ขับรถออกมา มุ่งหน้าไปคริสตัลพาร์ค ระหว่างทางก็ขับรถกันไปปกติ และก่อนจะแยกกันผมได้มีการกอดหอมและจูบน้องเขาจริง ผมยอมรับด้วยความเคารพ ผมเสียใจกับสิ่งที่ผมกระทำ ที่ได้ทำตัวรุ่มร่าม คิดน้อย และผิดหวังกับตัวเองที่ทำแบบนั้น
.
ทั้งนี้ ทนายแก้ว ได้นำแชตไลน์มาโชว์ พร้อมกับบอกว่า เป็นการพูดคุยกันจนทำให้ผมเห็นว่ามีมิตรภาพดีๆ ระหว่างกัน ซึ่งผมไม่ได้ลบแชต หลังเกิดเหตุก็มีการพูดคุยกันปกติ
.
ในส่วนที่ผมส่งข้อความขอโทษในไลน์ ผมไม่ได้หลอกเด็กเลยแสดงความจริงใจว่า ขอโทษ และในข้อความที่น้องส่งมา ไม่มีข้อความที่สื่อว่าผมไปทำแบบนั้นกับน้อง หลังจากนั้น มีการพูดคุยกันในเดือนต.ค. เพื่อให้มีการตัดคลิป ผมถามว่า ถ้าผมเป็นคนไม่ดี น้องเขาคงบล็อกผมแล้ว ไม่มีใครคุยกับผมต่อ ยืนยันว่า ผมไม่ได้ทำเกินเลยกว่าที่พูดเลย
.
สำหรับเรื่องที่น้องเขาบอกว่า มีการขอโทษเป็นเงิน สำหรับผมเป็นคำที่น่ากลัว ผมขอโทษด้วยความบริสุทธิ์ใจ
.
ทนายแก้ว กล่าวอีกว่า หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย จนเรื่องผ่านมาถึงวันที่ 26 ธ.ค. 68 คือวันที่พี่หนุ่มกรรชัย โทรมาหาผม หลังจากผมทราบเรื่องก็ได้โทรไปคุยกับพ่อของน้อง ยอมรับว่า ผมขอโทษที่คิดน้อย ผมเสียใจที่ทำตัวรุ่มร่าม พ่อน้องก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่จะนัดเจอเพื่อให้ผมขอโทษน้อง แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือ พ่อน้องมีการส่งเรื่อง 2 ส่วน ส่วนแรกได้ส่งเรื่องไปคุยกับคุณแจง อีกส่วนส่งไปให้ อาจารย์จตุรงค์ กับ เบนซ์ อาปาเช่ ในฐานะของคนเป็นพ่อ ผมก็มีลูกสาว ถ้ารู้ว่ามีเหตุแบบนี้ คงไปแจ้งความ แต่เขากลับเลือกที่ส่งให้กับคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม
.
ผมเห็นโพสต์แรกคือ โพสต์ของอาจารย์จตุรงค์ จงอาษา จึงโทรไปหาพ่อน้อง ด้วยความกระวนกระวายเลยอ้างชื่อของ พี่หนุ่ม กรรชัย เพราะอยากให้สถานการณ์คลี่คลาย และหลังจากนั้นพ่อน้องก็ไม่รับสาย ผมจึงเลือกโทรไปขอความช่วยเหลือจากคุณแจงช่วงก่อนปีใหม่
.
ในตอนแรกคุณแจงบอกว่า ไม่อยากยุ่ง แต่สุดท้ายก็ได้โทรไปหาพ่อของน้อง โดยทางพ่อของน้องบอกมาว่า “ถ้าไม่มีเงิน 10 ล้านไม่ได้ต้องมาคุย” ผมก็บอกคุณแจงไปว่า ผมไม่มีขนาดนั้น ขอ 1 ล้านได้ไหม ให้เรื่องจบ คุณแจงก็เลยโทรกลับไปหาพ่อน้อง ซึ่งพ่อน้องก็บอกอีกว่า ถ้าไม่มี 5 ล้าน 10 ล้าน ไม่ต้องมาคุย
.
จนช่วงปีใหม่ คุณแจงไปต่างประเทศ ผมก็เครียดว่าจะจบตัวเลขอย่างไร สาเหตุที่เครียดเพราะเสียใจที่ทำร้ายครอบครัว เลยอยากให้เรื่องจบโดยรักษาชื่อเสียงจึงเสนอเงินไปจริง แต่ระหว่างรอคำตอบผมก็ยังไปทำงานตามปกติ พอทางคู่กรณีเห็นผมก็บอกว่าผมทำตัวร่าเริง นำรูปผมไปโพสต์
.
หลังจากนั้นผมได้ติดต่ออาจารย์จตุรงค์ เพื่อให้ช่วยเป็นคนกลาง จนสามารถเจอกับทางคู่กรณีได้ในวันที่ 12 ม.ค. 69 โดยมีผม อาจารย์จตุรงค์ พ่อของน้อง และทนายความ สาระสำคัญที่ได้ฟังจากทนายของฝั่งเขาบอกว่า ไม่ต้องคุยเรื่องรูปคดี คุยเรื่องการละลายความรู้สึก ผมยกมือขอโทษเขา ขอโทษที่ทำตัวรุ่มร่าม คิดน้อย ทำไปโดยขาดสติ
.
โดยตัวของพ่อน้องขอ 5 ล้าน แต่ผมไม่ไหวเลยเสนอไป 2.5 ล้าน ซึ่งทางเขาบอกว่า เดี๋ยวติดต่อผ่านทนายความกับอาจารย์จตุรงค์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อ จนสุดท้ายเรื่องได้ถูกเปิดออกมาผ่านสื่อ ในวันนี้ผมจึงมาอธิบายให้ฟัง
.
สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการลบกล้องหน้ารถ ทนายแก้ว ยืนยันว่า ตนไม่ได้ลบกล้องแต่อย่างใด โดยกล้องที่ติดตั้งเป็นกล้องบันทึกภาพด้านนอกตัวรถ และไม่มีเหตุผลใดที่ต้องลบข้อมูล พร้อมย้ำว่ารถที่ขับเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ซึ่งสามารถเปิดประตูจากภายในได้ หากฝ่ายหญิงไม่ยินยอมจริง
.
ส่วนกรณีที่สภาทนายความจะดำเนินการตรวจสอบมรรยาทและจริยธรรม หรืออาจพิจารณาถอดถอนสถานภาพการเป็นทนายความนั้น ทนายแก้ว กล่าวว่า สุดแล้วแต่ ให้เป็นไปตามกระบวนการ พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้สื่อถามว่า “กังวลหรือไม่กังวล” เพราะตนยอมรับว่าพลาดไปจริง และพร้อมรับผลที่ตามมา
.
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ทนายแก้วกล่าวว่า เวทีนี้ไม่ใช่เวทีที่จะมาพูดในเชิงข้อกฎหมาย และไม่ต้องการนำประเด็นกฎหมายมาถกเถียง พร้อมขอให้สังคมให้โอกาสกับตน ขณะที่เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายจะขอพิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยยืนยันว่าครอบครัวของตนขณะนี้ยังคงให้กำลังใจกันและกัน
