เมื่อ : 23 ก.พ. 2569

ปราจีนบุรี– ญาติยังติดใจพลทหารตายผิดปกติมีช้อนอยู่ในลำคอ ขณะทางกองทัพภาคที่ 1   ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า ....     ทบ. แจงข้อเท็จจริง กรณีพลทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ หมดสติเสียชีวิต ผลการพิสูจน์ของแพทย์ระบุ สาเหตุจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
.
กรณีพลทหาร  เพชรัตน์  กำลังยิ่ง  อายุ 22 ปี  สังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2  รักษาพระองค์  ค่ายพรหมโยธี  จังหวัดปราจีนบุรี   เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568   ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์   และ โรงพยาบาลได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ก่อนที่ญาตินำมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดสามัคคีสโมสร (วัดหนองจิก) หมู่12 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และทำการฌาปนกิจวันที่ 15 พ.ย. 68  
.
วันรุ่งขึ้น 16 พ.ย. 68 ญาติทำการเก็บกระดูก  พบมีช้อนสั้นปนอยู่ในกองกระดูก  ญาติสงสัยและติดใจการเสียชีวิต   จึงติดต่อขอทราบรายละเอียดจากต้นสังกัด  ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ   จึงร้องเรียนกับ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เพื่อทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต  ตามปรากฏในสื่อออนไลน์ และข่าวสื่อมวลชน นั้น
.
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้เดินทางไปที่วัดสามัคคีสโมสร (วัดหนองจิก)  หมู่ 12 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบกับทางญาติของผู้เสียชีวิตและสัปเหร่อ  รอกลุ่มผู้สื่อข่าวอยู่บริเวณเมรุของวัด  
.
ในเรื่องนี้  นายสิทธิพร  หิรัญพูล  ได้พาผู้สื่อข่าวดูที่บริเวณเมรุที่ใช้ในการเผาร่าง  พลทหาร  เพชรัตน์  กำลังยิ่ง  อายุ 22 ปี  สังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2  รักษาพระองค์  เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 68  พอรุ่งเช้าในช่วงพิธีเก็บกระดูกก็พบช้อนอยู่ที่บริเวณด้านในเมรุที่เผาศพ
.
นายสิทธิพร หิรัญพูล อายุ  39 ปี   สัปเหร่อที่เผาศพ  พลทหารเพชรัตน์  กล่าวว่า   ก่อนเผาศพเราจะเอาสำลีออกเอาไม้ของดอกไม้จันทน์เขี่ยสำลี  แต่ก็ไปโดนของแข็งมือเราล้วงไม่ได้  ซึ่งอยู่ลึกมากระหว่างคอ   เวลาเผาเราไม่ได้พลิกศพเพราะเป็นเตาไฟฟ้า  
.
ซึ่งทำพิธีเผาช่วงตอนเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง  เราตรวจตามร่างกายตามกระเป๋าก็ไม่มีช้อน  คนตายเขาใส่ชุดเครื่องแบบในกระเป๋ากางเกงก็ไม่มี  ก่อนเผาผมต้องตรวจทุกครั้ง  เผื่อมีทรัพย์สินเราก็ต้องคืนญาติ  ในปากใส่สำลีมาเยอะเอามือล้วงไม่ถึง  ผมก็เลยเอาไม้ของดอกไม้จันทน์ไปแคะเพื่อดึงสาลีออก  แคะลงไปก็เจอของแข็งดังกึ๊ดๆ อยู่บริเวณใต้คอลงไปเราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร  
.
เคสแบบนี้ไม่เคยมี  เพิ่งจะเจอเคสแรก  ผมก็คิดเองคนเดียวว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไรแน่  ตอนเช้าจะมาเก็ยกระดูกก็เห็นช้อนอยู่ก็บอกว่าช้อนไปอยู่ได้อย่างไร
.
นายก้องภพ ปานพูน อายุ 45 ปี  (อาเขยผู้เสียชีวิต) กล่าวว่า   เริ่มสงสัยและติดใจตั้งแต่วันเกิดเหตุว่า  เขาตายเพราะอะไรด้วยโรคประจำตัวหรือถูกทำร้ายร่างกาย   ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของโรงพยาบาลในการชันสูตรระบุว่าเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว  คือ   กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ  
.
ก็อยากจะทราบว่าโรคนี้มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เสียชีวิตได้  เราไม่ทราบว่าหลานเป็นอยู่ก่อนหรือไม่เราแค่สงสัย  ที่ถูกลงโทษก็เนื่องจากการกลับเข้าค่ายช้าและมีการเขียนในเอกสารไว้ว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้นอีกยินดีที่จะให้ถูกนำขังแต่รายละเอียดว่าเขาผิดอะไรบ้างโทษควรจะแค่ไหนเราไม่ทราบรายละเอียด 
.
ส่วนที่ว่าจะโดนครูฝึกลงโทษหรือไม่นั้นเราก็ไม่ทราบ  เห็นแต่เขาบ่นบ่นว่าปวดหลังปวดเมื่อย  ทางเราทราบการเสียชีวิตจนเขาประมาณ 6 โมงกว่ากว่าเกือบทุ่ม  โรงพยาบาลโทรมาแจ้ง  เราก็ถามกลับไปว่าเรือนจำทำไมไม่โทรแจ้งเรา  ผมก็ติดใจ  
.
ในความรู้สึกมันเป็นความรู้สึกแต่วันแรก เราไม่มีหลักฐาน  และสุขภาพร่างกายเขาแข็งแรง  ผมไม่เคยเห็นเขาเข้าโรงพยาบาลเลย  ตั้งแต่รู้จักเขามาตั้งแต่เล็ก  อย่างกล้ามเนื้อหัวใจโตมันทำให้เสียชีวิตได้ใช่ไหมที่ทำให้คนคนหนึ่งเสียชีวิต  ปัจจัยอะไรที่ทำให้พลทหารคนหนึ่งหนีทหาร  อีกคนหนึ่งกลับเข้าค่ายช้า ปกติการชันสูตรต้องแจ้งญาติและผู้เกี่ยวข้องเข้าไปสังเกตการณ์ ทางเราได้รับแจ้งให้ไปรับศพทีเดียว
.
เราไม่มีหลักฐานตอนที่อยู่ในโลง ผมถามก่อนว่าช้อนมาจากไหน  ถ้ามาจากค่าย ช้อนสั้นในค่ายทหารใช้ในช่วงไหน  ขั้นตอนไหน เวลาใด ถ้าใช้ได้แสดงว่าอยู่กับตัวเขาใช่ไหม ทำไมไม่เจอ ขณะที่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา  จากที่ผมสอบถามครั้งสุดท้ายว่าไม่มี แต่ก็ยังไม่ฟันธง   
.
หลังจากเผาศพแล้วเราก็มาเจอช้อนทำให้ผมย้อนความรู้สึกทั้งหมดที่เราปล่อยไปแล้วกลับมา  ผมก็ถามว่าช้อนเกี่ยวข้องกับการเผาศพอย่างไรไม่มีใครใส่ไว้  ลืมไว้  ผมขอให้เป็นการชี้แจงรายละเอียดความเป็นธรรม  ขอให้มีการชี้แจงในรายละเอียดในข้อสงสัยที่ญาติญาติติดใจ เป็นข้อๆอธิบายถึงขั้นตอนอันนี้ก็เป็นขั้นตอนนานแล้ว ก็ให้เป็นคำตอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคนชี้แจง
.
ขณะเพจ.กองทัพภาคที่ 1 และเพจทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team  ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า ....     ทบ. แจงข้อเท็จจริง กรณีพลทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ หมดสติเสียชีวิต ผลการพิสูจน์ของแพทย์ระบุ สาเหตุจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน  ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วโดยทางครอบครัวเข้าใจ ตามข้อเท็จจริงด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
.
ด้านกองบัญชาการกองทัพบก  พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ตามที่ปรากฏประเด็นข่าวในสังคมกรณี พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี มีอาการหมดสติ ในระหว่างถูกจำขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12  โดยมีกลุ่มเพื่อนพลทหารที่ถูกจำขังด้วยกันจำนวนหลายนาย เป็นผู้พบเหตุ  ทางหน่วยจึงได้รีบมีการส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ทันที และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา โดยแพทย์ระบุเป็นการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว  ยืนยันไม่มีร่องรอยการถูกสัมผัสเพื่อทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
.
อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงก่อนเกิดเหตุ พลฯ เพชรรัตน์ฯ จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว  ได้ถูกจำขังรวมอยู่กับเพื่อนๆ พลทหารด้วยกัน จำนวนมาก  เป็นเวลานับ 10 วัน  อยู่ด้วยกันภายในพื้นที่จำขังของหน่วย   ทางหน่วยจึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด  โดยเฉพาะเผื่อมีกรณีมีการทะเลาะวิวาทกัน  ในช่วงระหว่าง 10 วันที่ถูกจำขังอยู่ด้วยกัน  ซึ่งหน่วยได้ทำการตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว สรุปว่าไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือมีเพื่อนพลทหาร ที่อยู่ด้วยกันได้ทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด 
.
โดยทางหน่วยต้นสังกัด และกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้รายละเอียดว่า พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ถูกจำขังตามความผิดทางวินัยฐานขาดราชการ โดยในวันเกิดเหตุเมื่อ 10 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 18.07 น. เพื่อนที่อยู่ด้วยกันยืนยันว่าผู้เสียชีวิตยังดูมีอาการปกติ   แต่พอเวลา 18.18 น.  อยู่ดีๆ ได้หมดสติล้มลง เพื่อนพลทหารจึงได้เข้าช่วยเหลือ  ทางหน่วยได้นำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ ซึ่งแพทย์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรักษา  แต่ไม่เป็นผล   แพทย์ระบุ พลทหารเพชรรัตน์ฯ เสียชีวิตในเวลา 19.28 น.  จากผลการตรวจชันสูตรพลิกศพ พบว่าไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำ หรือเลือดออกในสมอง 
.
ซึ่งในช่วงนั้น ได้ประสานชี้แจงทางครอบครัวและญาติ ให้ได้รับทราบตามข้อเท็จจริง  ซึ่งไม่ติดใจ และมีความเข้าใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น  ทางหน่วยฯ จึงดูแลอำนวยความสะดวกในการจัดพิธีศพ พร้อมติดตามเรื่องสิทธิสวัสดิการต่างๆ ตามแบบธรรมเนียมอย่างเหมาะสม
.
แต่จากการที่มีบางบุคคล ได้นำกรณีนี้มานำเสนอซ้ำกับสังคม  จึงทำให้มีประชาชนบางส่วนได้มีการตั้งข้อสังเกตคาดเดาถึงสาเหตุการเสียชีวิต ในมุมต่างๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลที่ในกรณีนี้มีอยู่จำนวนมาก  และข้อเท็จจริงทางกฎหมายตามระบบราชการ  
.
ซึ่งหากญาติหรือครอบครัว หรือบุคคลใด เปลี่ยนใจกลับมาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และมีความกังวลสงสัยในช่วงนี้   ทางหน่วยต้นสังกัดยินดี และพร้อมให้รายละเอียด  สามารถประสานทางหน่วยงานต้นสังกัด  หรือหน่วยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงกลุ่มเพื่อนพลทหารจำนวนมากที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในช่วงก่อนเหตุ และระหว่างเกิดเหตุ  เพื่อจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้ได้ตลอดเวลา   
.
ยืนยันว่าการสูญเสียกำลังพลคนหนึ่งคนใดก็ตาม นับเป็นการสูญเสียของกองทัพบก ด้วยเช่นกัน  ทำให้กรณีมีกำลังพลเสียชีวิต จึงต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยความเป็นธรรมโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา
.
โดย...มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ /ปราจีนบุรี ###