แรงบันดาลใจจากวิจิตรศิลป์บนขันสลุงศิลปินแห่งชาติ สู่ “ลายเครือเขาหลง” บนผืนผ้าทอเมืองน่าน
จังหวัดน่าน ได้รับการรับรองให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน สิ่งที่สะท้อนความเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านนี้ คือ การที่มรดกทางภูมิปัญญา ได้ถูกปลูกฝังและส่งต่อ ยกระดับและพัฒนาให้กลายเป็น Soft Power ที่จับต้องได้จริง ตัวอย่างคนรุ่นใหม่ ที่หันหลังให้กับอาชีพกระแส แต่กลับมาทำงานทอผ้าอย่างจริงจัง คือ นายอภิรัตน์ รัตนศิลา ผู้ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็น ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2568 ประเภท เครื่องทอ ผ้าทอล้านนา จากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)
.
จุดเริ่มต้นการกลับมาเป็นช่างทอผ้าในเมืองน่าน เริ่มจากความผิดหวังในการสอบบรรจุอาชีพข้าราชการได้ นั่นคือจุดเปลี่ยนชีวิต ที่ตั้งมั่นว่า “กลับมาเป็นช่างทอผ้า” ที่บ้านเกิด แต่ด้วยครอบครัวไม่ใช่ช่างทอผ้า และในยุคสมัยนั้นซึ่งไม่มีอินเตอร์เน็ตและสื่อโซเชียล การหาความรู้จึงไม่ง่าย ต้องขวนขวายครูพักลักจำ เก็บเล็กผสมน้อยทั้งความรู้และเครื่องมือช่าง กี่ทอผ้าตัวแรก ก็เป็นเศษซากที่ถูกทิ้งร้าง กระสวย เครื่องปั่นฝ้าย ล้วนเป็นของเก่าที่มีคนในชุมชนยกบริจาคมาให้ เรียนรู้แบบค่อยๆ ลองผิดลองถูก ทั้งการทอ การแกะลาย ออกแบบลาย จนชำนาญ และยกระดับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งเทคนิค การวางเฉดสี และสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ จนเป็นที่นิยมและเริ่มมีตัวตนและชื่อเสียงในฐานะช่างทอผ้าเมืองน่าน ด้วยแบรนด์ ผ้าซิ่นเมืองน่านโบราณ BY คำไทด์ ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย และเป็นที่ต้องการของตลาดผ้าทอ เป็นการพิสูจน์ว่า ช่างทอผ้า สามารถสร้างเป็นอาชีพและสร้างรายได้จริง
.
“ลวดลายเครือเขาหลง” หนึ่งในการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ ได้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวที “ลวดลายผ้าน่านสร้างสรรค์” ที่ อพท.น่าน จัดขึ้น ณ โฮงเจ้าฟองคำ อีกหนึ่งลวดลายของการผสานรากเหง้าเข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันอย่างลงตัว
.
อภิรัตน์ เล่าวว่า ”ลายเครือเขาหลง” ได้แรงบันดาลใจจากความวิจิตรของ ลายเครือเถา บนขอบสลุงเงิน (ขันเงิน) ของ พ่อครูบุญช่วย หิรัญวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์) พุทธศักราช 2557 พร้อมออกแบบด้วยโจทยการประกวดที่ต้องให้ช่างทอทั่วไปสามารถทอผลิตตามได้ด้วย จึงได้คิดสร้างสรรค์ดีไซน์ถักทอเป็นลวดลาย เชื่อมร้อยกับความเชื่อท้องถิ่น เข้ากับงานดีไซน์ โดยหยิบยกเรื่องเล่าของ ”เครือเขาหลง” พืชอาถรรพ์ในป่าน่านที่ใครข้ามหรือสะดุดจะทำให้หลงทางหาทางออกไม่ได้ มาสร้าง Storytelling ใหม่ว่า “หากใครได้เห็นหรือสวมใส่ผ้าผืนนี้ ก็จะเกิดความหลงรักและชื่นชอบในมนต์เสน่ห์ของผ้าทอเมืองน่านจนถอนตัวไม่ขึ้น” การเปลี่ยนลายจากเครื่องเงินสู่ผืนผ้าทอจึงเป็นการยกระดับงานดีไซน์ที่ผสมผสานทั้งศิลปะ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของเมืองสร้างสรรค์ สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไว้ได้อย่างงดงาม
.
การได้รับการยกย่องเป็น ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน นับเป็นอีกความภูมิใจ ในบทบาทการทำงานที่เชื่อมร้อยระหว่างช่างทอรุ่นเก่าและตลาดยุคใหม่ เป็นความท้าทายของช่างทอสูงวัยที่แต่ละคนทอแบบดั้งเดิมมาตลอดชีวิต บางคนไม่ยอมเปลี่ยนแม้แต่โทนสี เพราะ ”ขายอยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม” ซึ่งกว่าจะทำให้พวกเขาเปิดใจรับการปรับเปลี่ยน ต้องใช้เวลาถึง 7-8 ปี กุญแจสำคัญไม่ใช่การสั่งหรือบังคับ แต่คือ ศิลปินเคารพศิลปิน เพราะเขาเป็นศิลปินมาก่อนเรา ศิลปินน้อยต้องเคารพศิลปินอาวุโส เป็นจิตวิทยาแห่งความอ่อนน้อม เข้าหาเหมือนลูกหลาน ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการ รับซื้องานจริง ให้ช่างทอเห็นกับตาว่า เปลี่ยนสีนิดเดียว ปรับลายนิดหน่อย ของขายได้มากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นจึงเกิดขึ้นเอง
.
อย่างไรก็ตาม ช่างทอรุ่นเก่าที่ยังเหลืออยู่มีน้อยลงทุกวัน สายตาเสื่อมตามอายุ ส่วนเยาวชนรุ่นใหม่ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วอยากกลับมาทอผ้านั้นแทบนับนิ้วได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาด เพราะความต้องการผ้าทอฝีมือดียังมีอยู่มาก แต่อยู่ที่ ภาพลักษณ์ของอาชีพ ในสายตาสังคมที่ยังมองว่างานช่างทอผ้าไม่เหมาะกับคนเรียนจบปริญญา และที่สำคัญ ผู้ฝึกหัดหลายคนทอได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปิดร้านหรือขายได้ด้วยตัวเอง ทำให้รายได้ไม่ชัดเจนพอที่จะยึดเป็นอาชีพได้ โดยความท้าทายนี้ ศูนย์การเรียนรู้ผ้าซิ่นเมืองน่านโบราณ จึงเปิดสอนการทอผ้าให้กับผู้สนใจทุกคน ทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพื่อจะรักษาศิลปะผ้าทอเมืองน่านไว้ให้ยาวนานที่สุด
