เมื่อ : 29 พ.ค. 2569

ผ้าคลุมเก้าอี้ที่สวยสดงดงามในห้องประชุมศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร จังหวัดน่าน   เป็นผลงานของ ช่างทอผ้าท้องถิ่น  ”วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน จ.น่าน”  กลุ่มทอผ้าที่ได้รับความไว้วางใจ จากดีไซน์เนอร์ให้รับงานทอผ้าที่ท้าทายและสร้างความภาคภูมิใจ พลังของสตรีชุมชนบ้านซาวหลวง  ที่เติบโตขึ้นจากรากฐานของภูมิปัญญาชาวบ้านสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมทรงคุณค่า
.
นางวัลลภา อินผ่อง ประธานกลุ่มแม่บ้านซาวหลวง ที่ขับเคลื่อนพลังของกลุ่มสตรีชุมชนมานานกว่า 12 ปี โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า กี่ทอผ้าไม่ใช่แค่เครื่องมือหาเลี้ยงชีพ แต่คือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างความสามัคคี และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ข้ามรุ่น
.
วิถีชีวิตของผู้หญิงในชุมชนบ้านซาวหลวงมีรากฐานมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งสืบทอดการทอผ้ากันมาช้านาน ในอดีตสตรีในหมู่บ้านจะรวมตัวทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน แต่ปัญหาสำคัญที่พบคือการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางรับซื้อผ้าทอ ซึ่งมักเข้ามากดราคาผ้าในแต่ละบ้านทีละหลัง กลุ่มสตรีประมาณ 20 กว่าคนเริ่มรวมตัวกัน แม้ในช่วงแรกจะยังไม่ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มอย่างเป็นทางการ และการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะที่นางวัลลภา เป็นสมาชิกสภา อบต.บ่อสวก  ได้พยายามพัฒนาและเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกนำผ้าทอไปใส่ในการประชุมและกิจกรรมต่างๆ จนได้รับความสนใจจากหน่วยงานหลายภาคส่วน  และได้จัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านซาวหลวง
.
นางวัลลภา ประธานกลุ่มฯ เล่าว่า  การเป็นสมาชิกสภา อบต.บ่อสวก ทำให้มีโอกาสเสนอโครงการผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลักดันแผนพัฒนากลุ่มโดยใช้กลไกท้องถิ่น  และกลุ่มได้เข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และได้รับการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จากกรมพัฒนาชุมชน โดยในปี พ.ศ. 2548 กลุ่มได้รับระดับ 5 ดาว ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เช่น งาน OTOP ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็คเมืองทองธานี เป็นต้น   ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 45 คน โดยมีสมาชิกในหมู่บ้านประมาณ 30 กว่าคน และมีสมาชิกนอกหมู่บ้านด้วย สมาชิกแทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม บางบ้านมีผู้เข้าร่วมถึง 2-3 คน กลุ่มยังทำงานในลักษณะเครือข่าย หากสมาชิกในกลุ่มทำไม่ทัน ก็จะกระจายงานไปยังสมาชิกที่บ้านได้
.
“เป็นความสำเร็จที่เกิดจากพลังของสตรีในชุมชนบ้านซาวหลวง ซึ่งส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการทอผ้า  แต่เดิมมีการทอผ้าเป็นเครื่องนุ่มห่ม ไว้ใช้สอยในครัวเรือน  โดยมีผ้าที่เป็นลายเอกลักษณ์  อย่างลายน้ำไหล ลายม่าน ลายป้อง  และลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน  ผ้าลายบ่อสวก เป็นลายผ้าที่แกะมาจากลายปั้นแปะบนปากหม้อปากไหที่ขุดพบในแหล่งเตาเผาโบราณ โดยเชื่อกันว่าผ้าลายบ่อสวกจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ที่ได้สวมใส่  และพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าผ้าทอ มีการเชื่อมโยงลายผ้าเข้ากับตำนานเรื่องเล่า จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะบ้านซาวหลวง  พัฒนาแปรรูปผ้าทอ นำลายผ้าซิ่นมาออกแบบเป็นการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นสินค้าหลากหลาย มีทั้ง เสื้อ เสื้อคลุม ผ้าขาวม้า ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน ผ้าปูเตียง  ให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า  ช่วยขยายตลาดใหม่ๆ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากอาชีพหลักทางการเกษตร และด้วยการทอผ้าฝีมือประณีต  ผ้าทอบ้านซาวหลวง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 
.
โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน (อพท.น่าน) เข้ามาช่วยประสานความร่วมมือและเติมงบประมาณในส่วนที่จำเป็น จนสามารถรวมกลุ่มสตรีจากหลายชุมชนเข้าด้วยกันภายใต้แบรนด์ ”น่านเน้อเจ้า” ร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ผ่านลวดลายบนผืนผ้า โดยมีจุดเด่นทั้งเรื่องการรวมกลุ่มของสตรีแม่บ้าน ที่พัฒนางานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพช่วยสร้างรายได้ ที่สำคัญเป็นการส่งต่อคุณค่านำมาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์   จนได้รับรางวัล PATA Gold Awards 2020 ประเภทรางวัล Women Empowerment Initiative จากสมาคมการท่องเที่ยวแห่งเอเชียแปซิฟิก  ยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในประเทศ และเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ   เป็นการวางรากฐานการตลาดที่ทำให้ผ้าทอเมืองน่าน ยกระดับเป็นของฝากพรีเมียมระดับประเทศที่มีรางวัลรับรอง และพิสูจน์พลังของสตรีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
.
อย่างไรก็ตามประธานกลุ่มฯระบุว่า กลุ่มยังต้องการองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและการตลาดเป็นสำคัญ รวมถึงมีความฝันอยากให้มีพื้นที่โชว์รูมสำหรับจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในชุมชน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจที่เดินทางเข้ามา ต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาสนับสนุน และกลุ่มฯ พยายามบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเรียนรู้การทำงาน เช่น การรับแขก การจัดการงานบุญ และการบริหารกลุ่ม โดยเริ่มจากคนอายุประมาณ 20-30 ปี เพื่อให้มีผู้สืบทอดงานในอนาคต และหวังว่ากลุ่มจะยังคงเข้มแข็งและเป็นพลังของชุมชนต่อไป