เมื่อ : 22 มิ.ย. 2569

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าโกโก้และช็อกโกแลตของโลกอย่างใกล้ชิด พบว่าตลาดโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ปี 2568 ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตทั่วโลกมีมูลค่า 55870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 58650 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ก่อนขยายตัวแตะ 86520 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.98 ต่อปี ขณะที่ยุโรปยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 43%
.
ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ปี 2567 โลกมีพื้นที่เก็บเกี่ยวโกโก้กว่า 68.8 ล้านไร่ โดยโกตดิวัวร์ยังเป็นทั้งประเทศผู้ปลูกและผู้ผลิตโกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลก ตามด้วยอินโดนีเซีย กานา ไนจีเรีย และเอกวาดอร์
.
สำหรับประเทศไทย ผลผลิตเมล็ดโกโก้ในปี 2568 อยู่ที่ 3194 ตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 39.7 จากปีก่อนที่มีผลผลิต 2287 ตัน โดยแหล่งปลูกสำคัญกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง
.
ด้านการค้าโลกของเมล็ดโกโก้ในปี 2567 มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 19013 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 96.3 จากปีก่อนหน้า โดยโกตดิวัวร์ยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยมีมูลค่าส่งออกเพียง 2.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก
.
ส่วนตลาดสินค้าโกโก้และผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตของไทยเริ่มส่งสัญญาณเติบโตชัดเจน โดยปี 2568 ไทยส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์จากโกโก้มูลค่า 131.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4312 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.4 จากปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกแล้ว 8516 ตัน มูลค่า 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1008 ล้านบาท
.
ตลาดส่งออกหลักของไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เมียนมา และ สปป.ลาว ขณะเดียวกันยังมีตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด อาทิ นอร์เวย์ มอริเชียส สวีเดน ฟินแลนด์ และสเปน
.
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโกโก้โลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญ ส่งผลให้ราคาเมล็ดโกโก้พุ่งสูงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ถึงต้นปี 2568 แม้จะเริ่มปรับตัวลงในปี 2569 แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
.
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป ยังเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าโกโก้ โดยกำหนดให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิต และต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโกโก้โลกกำลังเผชิญ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” มากกว่าความผันผวนชั่วคราว
.
ขณะที่แนวโน้มการบริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพสูงและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตพรีเมียม ช็อกโกแลตฟังก์ชัน ช็อกโกแลตจากพืช (Plant-based Chocolate) ช็อกโกแลตไร้น้ำตาล และดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งล้วนมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดช็อกโกแลตทั่วไป
.
นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) กล่าวว่า ทิศทางอุตสาหกรรมโกโก้ไทยกำลังมุ่งสู่การผลิต “คราฟต์ช็อกโกแลต” ที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นมากขึ้น แม้จะเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่าตลาดอุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณ
.
พร้อมระบุว่า ด้วยต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยที่สูง ประเทศไทยไม่ควรมุ่งแข่งขันในตลาดเมล็ดโกโก้ดิบ แต่ควรเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป เช่นเดียวกับอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปจนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก
.
ทั้งนี้ ไทยควรมุ่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากพืช และช็อกโกแลตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ช็อกโกแลตรสข้าวซอย ช็อกโกแลตรสแกงไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
.
ปัจจุบัน สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทยได้ร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบันทึกข้อมูลการปลูกและกระบวนการผลิต เพื่อรองรับมาตรฐาน EUDR และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในตลาดโลก
.
นายนันทพงษ์ กล่าวย้ำว่า แม้ไทยจะยังเป็นผู้เล่นรายเล็กในตลาดโกโก้โลก แต่ยังมีโอกาสสร้างการเติบโตได้อีกมาก หากมุ่งพัฒนาสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง สร้างเรื่องราวของแหล่งผลิต ยกระดับคุณภาพวัตถุดิบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของโกโก้และช็อกโกแลตไทยในเวทีโลกระยะยาว