เมื่อ : 12 ส.ค. 2569

พาณิชย์เปิดเกมรุกผลไม้ไทย ดึงคณะทูต 13 ประเทศ “เห็น-ชิม-สัมผัส” ถึงสวน ชูทุเรียนใต้หลากสายพันธุ์ ดันคุณภาพและเอกลักษณ์เนื้อเป็นจุดขาย เปลี่ยนประสบการณ์เป็นดีมานด์ใหม่
.
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงการลงพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ว่า หลังจากลงพื้นที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมนำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ภายใต้กิจกรรม “Thailand: The Land of Tropical Fruits”
.
สำหรับ 13 ประเทศ ประกอบด้วย เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา โดยกระทรวงพาณิชย์หวังใช้ “เครือข่ายทางการทูต” เป็นอีกช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทยไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก
.
การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการพาคณะทูตไปเยี่ยมชมสวนเท่านั้น แต่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงแบบ “เห็น-ชิม-สัมผัส” ความหลากหลายของผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตจริง โดยคณะทูตจากทั้ง 13 ประเทศต่างให้ความสนใจและชื่นชมผลไม้ไทยอย่างมาก
.
กระทรวงพาณิชย์คาดหวังว่า คณะทูตเหล่านี้จะกลายเป็น “ผู้บอกต่อผลไม้ไทย” ไปยังนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ซื้อในประเทศของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและเปิดตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในอนาคต
.
จุดหมายแรกของคณะคือ “สวนลุงโหน่ง” จังหวัดสุราษฎร์ธานี บริหารงานโดย นายศิริ เฮ่าสกุล หรือ “นายกโหน่ง” นายกสมาคมทุเรียนใต้ ซึ่งรวบรวมทุเรียนภาคใต้ไว้มากถึง 43 สายพันธุ์
.
คณะทูตได้ร่วมชิมทุเรียน 9 สายพันธุ์จากสวนในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ในวงระนอง บางนรา พระยารัษฎา หมอนทอง ไข่มุกเบตง ยาวลิ้นจี่ ทองย้อยฉัตร ก้านยาว และหมอนทองสะเด็ดน้ำ พร้อมทั้งชิมผลไม้ขึ้นชื่อของภาคใต้ชนิดอื่น ทั้งสละ มังคุด และลองกอง
.
แต่ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงคำว่า “อร่อย” เพราะคณะทูตแต่ละประเทศยังได้รับการขอให้ประเมินและให้คะแนนทุเรียนอย่างละเอียด ทั้งเรื่องกลิ่น ความหวาน เนื้อสัมผัส และองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบความชื่นชอบและรสนิยมของผู้บริโภคแต่ละประเทศ
.
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดวางแผนการตลาดและการส่งออก เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถเจาะตลาดได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศมากขึ้น
.
นางศุภจีระบุว่า ที่ผ่านมาไทยเน้นการส่งออกทุเรียนสดไปยังประเทศจีนเกือบ 100% ขณะที่ประเทศคู่แข่งก็เดินตลาดในลักษณะใกล้เคียงกัน
.
สำหรับปีนี้ ไทยสามารถเดินหน้าทำตลาดล่วงหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมแก้ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง และส่งเสริมการทำ Live Commerce เปิดทางให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตตรงจากสวนถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ส่งผลให้ฤดูกาลทุเรียนภาคตะวันออกผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้วกว่า 100000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตาคือ “ปีหน้า” เพราะการแข่งขันอาจไม่ง่ายเหมือนเดิม
.
นางศุภจีมองว่า หากไทยยังคงทำตลาดด้วยวิธีเดิม ประเทศคู่แข่งย่อมสามารถปรับตัวและเดินตามแนวทางที่ไทยทำสำเร็จในปีนี้ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ทุเรียนภาคใต้ในฤดูกาลนี้ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดหลังทุเรียนภาคตะวันออก แต่กลับต้องส่งออกไปยังตลาดเดียวกันเป็นหลัก คือประเทศจีนดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำตั้งแต่วันนี้ คือการสร้าง “ดีมานด์ใหม่” ในประเทศอื่นเพิ่มเติมจากตลาดจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
.
พร้อมกันนั้น ไทยจำเป็นต้องยกระดับเรื่อง “คุณภาพ” และนำ “เอกลักษณ์ของเนื้อทุเรียน” มาเป็นจุดขาย เนื่องจากปัจจุบันตลาดส่งออกทุเรียนส่วนใหญ่ยังเน้นเรื่องขนาด มากกว่าคุณลักษณะเฉพาะของเนื้อและความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์
.
ทั้งที่ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ มีทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และเอกลักษณ์แตกต่างกัน จึงถือเป็น “ของดี” ที่สามารถนำมาสร้างเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ให้แก่ตลาดโลกได้
.
นี่จึงเป็นที่มาของการเชิญคณะทูตจาก 13 ประเทศ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยรวมกว่า 5.26 ล้านคน เพื่อเชื่อมโยง 3 เรื่องสำคัญเข้าด้วยกัน คือ “การท่องเที่ยว–การบริโภค–การค้า”
.
แม้การลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่หลายฝ่ายมองว่าใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลไม้แล้ว แต่นางศุภจีมองไกลกว่านั้น โดยถือเป็นการเริ่มต้น “ทำตลาดล่วงหน้า” สำหรับฤดูกาลหน้า หลังจากแนวทางดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วในฤดูกาลนี้
.
นอกจากสวนทุเรียนแล้ว คณะทูตยังเดินทางไปเยี่ยมชม “สวนมะพร้าวลุงสงค์” อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเรียนรู้กระบวนการเพิ่มมูลค่ามะพร้าว ตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิด
.
ทั้งน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สบู่ เทียน ผงสครับ โลชั่น และเซรั่มจากมะพร้าว รวมถึงได้ทดลองชิมผลไม้และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลผลผลิตมะพร้าวของกระทรวงพาณิชย์
.
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความต้องการหรือ “ดีมานด์ใหม่” ให้แก่มะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ลดการพึ่งพาตลาดเดิม พร้อมเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน
.
นางศุภจีย้ำว่า หัวใจสำคัญของการใช้ “การทูต” เชื่อมโยงผลไม้ไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและการค้า คือการเปลี่ยน “ผู้มาเยือน” ให้เป็น “ผู้บอกต่อ” เปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “ดีมานด์” และเปลี่ยน “ดีมานด์” ให้กลายเป็น “ตลาดใหม่”
.
ทั้งหมดมีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน คือการสร้างตลาดที่กว้างขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงแห่งเดียว และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการ ตลอดจนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว