เมื่อ : 03 พ.ค. 2569

“ขอนแก่น” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน  เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจและการศึกษา แต่ในเชิงท่องเที่ยว ขอนแก่นยังเป็น แลนด์มาร์กสำคัญที่ควรมาเยือนให้ได้สักครั้ง   เพราะอบอวลไปด้วยเสน่ห์แบบอีสานที่เรียบง่ายและจริงใจ ตั้งแต่แหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ที่บอกเล่าเรื่องราวถิ่นกำเนิดไดโนเสาร์ วัดวาอารามอันงดงามที่สะท้อนศรัทธาและวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงกลิ่นหอมของอาหารอีสานรสแซ่บ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
.
ในทริปนี้เราปักหมุดการเดินทาง 2 วัน 1คืน เที่ยวในเมืองขอนแก่น เราเริ่มต้นกันแบบเรียบง่ายด้วยการแวะ “ศาลหลักเมืองขอนแก่น” แลนด์มาร์กสำคัญกลางเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณห้าแยก ถนนศรีจันทร์ตัดกับทางรถไฟ พอก้าวเข้าไปด้านใน ความวุ่นวายรอบนอกก็ค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงบรรยากาศสงบที่ชวนให้หยุดพักและตั้งใจไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนออกเดินทางต่อ
.
ศาลหลักเมืองแห่งนี้ เดิมรู้จักกันในชื่อ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์หลักเมืองและกว่าจะมีเสาหลักเมืองอย่างในปัจจุบัน ก็มีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่ ย้อนกลับไปในอดีต มีการอัญเชิญใบเสมาหินจากชุมชนโบราณโนนเมือง อำเภอชุมแพ มาผ่านพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนจะนำมาตั้งเป็นเสาหลักเมือง หนึ่งในห้าองค์ที่อัญเชิญมา ซึ่งแต่ละต้นก็ถูกนำไปประดิษฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันสร้างเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 และได้รับการบูรณะใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบอีสาน หลังคาซ้อนสามชั้น ไล่ระดับขึ้นไปสู่ยอดฉัตรทองคำสูงสง่า โดยมีรูปแบบจำลองจากพระธาตุขามแก่น มองแล้วให้ความรู้สึกทั้งขลังและงดงามไปพร้อมกัน
.
จากศาลหลักเมือง เราออกเดินทางต่อเพียงไม่กี่นาที ก็มาถึง “วัดธาตุ พระอารามหลวง” วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของขอนแก่นที่ตั้งอยู่บนถนนกลางเมืองทันทีที่ก้าวผ่านซุ้มประตูเข้าไป ความคึกคักของเมืองด้านนอกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความสงบร่มรื่น วัดแห่งนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2332 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างชัดเจน แน่นอนว่ามาถึงต้องสักการะ 9 จุดมงคล กันที่จุดที่ 1  พระธาตุนครเดิม เจดีย์เก่าแก่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เป็นทรงกลม ฐานเตี้ย แต่โดดเด่นด้วยกระเบื้องเคลือบสีที่หุ้มทั้งองค์ และบันไดนาคสามด้านที่ดูขลังและงดงาม
.
จากนั้นเราเดินต่อเข้าไปในพระอุโบสถ เพื่อสักการะ จุดที่ 2 หลวงพ่อพระลับ พระคู่บ้านคู่เมืองที่ผู้คนศรัทธาเรื่องโชคลาภและบารมี ซึ่งเป็นองค์จำลองส่วนองค์จริงถูกเก็บรักษาโดยเจ้าอาวาสไว้ในที่ลับจะนำออกมาให้ประชาชนสักการะในช่วงวันสงกรานต์ ก่อนจะไหว้ จุดที่ 3 พระเจ้าใหญ่สมปรารถนา ที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์เดียวกัน ขอพรให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ภายในยังมีไฮไลต์แปลกตาอย่าง ธรรมาสน์ไดโนเสาร์ หนึ่งเดียวในโลกให้ได้อีกด้วย
.
ออกจากโบสถ์มา ฝั่งตรงข้ามคือ จุดที่ 4 หลวงพ่อทันใจ ที่ขึ้นชื่อเรื่องอธิษฐานแล้วเห็นผลไว จากนั้นมาถึงสถานที่ที่รวม จุดที่ 5 ปิดทองหลังพระ (พระศรีสัตนาคนหุต) เพื่อเสริมความรุ่งเรือง ชื่อเสียง และยศศักดิ์  จุดที่ 6 พระยาครุฑมหาอำนาจ ที่ช่วยเสริมบารมีและความก้าวหน้าในชีวิต  จุดที่ 7 เวสสุวรรณเศรษฐี จุดยอดฮิตของสายมูที่มาขอพรเรื่องเงินทองและโชคลาภ และจุดที่ 8 พระพิฆเนศมหาเศรษฐี ขอพรเรื่องการงาน การเงิน และความสำเร็จ แล้วจึงไปจบที่ จุดที่ 9 เจ้าเมืองขอนแก่น พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี เจาจอมค่าแวน (เจ้าเสือ) เพื่อความเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นในชีวิต ไหว้ครบทั้ง 9 จุดแบบนี้ ทำให้การมาเยือนวัดธาตุไม่ได้เป็นแค่การแวะชมสถานที่ แต่เหมือนได้ซึมซับทั้งประวัติศาสตร์ ศรัทธา และวิถีของผู้คนขอนแก่นไปพร้อมกันอย่างเต็มอิ่ม
.
เดินทางต่อไปยังอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของขอนแก่นอย่าง “วัดหนองแวง” ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลริมบึงแก่นนคร พอไปถึง สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยคือ พระมหาธาตุแก่นนครหรือพระธาตุ 9 ชั้นที่ตั้งตระหง่านโดดเด่น เห็นแต่ไกลก็รู้แล้วว่านี่คืออีกจุดที่ห้ามพลาด วัดแห่งนี้เดิมชื่อ วัดเหนือ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2332 โดยท้าวเพยเมืองแพน เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก ก่อนจะได้รับการพัฒนาเรื่อยมา และสร้างพระมหาธาตุแก่นนครขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 50 ปี รวมถึงเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 200 ปีเมืองขอนแก่นอีกด้วย
.
เราเดินเข้าไปใกล้องค์พระธาตุ ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ด้วยขนาดฐานกว้างถึง 50 x 50 เมตร และความสูงรวมยอดฉัตรถึง 80 เมตร รายล้อมด้วยกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรที่ดูอลังการ ผสมผสานศิลปะทวารวดีและอินโดจีนในแบบอีสานได้อย่างลงตัว ภายในพระธาตุมี 9 ชั้น ซึ่งสามารถเดอนขึ้นชมได้ แต่ละชั้นก็มีรายละเอียดและเรื่องราวให้แวะดูต่างกันไป เริ่มจาก ชั้นที่ 1 เป็นโถงใหญ่ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอยู่กลางบุษบก พร้อมพระประธาน 5 องค์ รอบ ๆ ตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมและงานแกะสลักเล่าเรื่องเมืองขอนแก่นอย่างสวยงาม
.
ชั้นที่ 2 จัดแสดงวิถีชีวิตและข้าวของเครื่องใช้ของชาวอีสาน พร้อมลวดลายจากนิทานพื้นบ้านอย่าง สังสินไช ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติ มีภาพเล่าเรื่องชาดกและวรรณกรรมพื้นบ้านให้ได้ชมเพลิน ๆ ชั้นที่ 4 เป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรม บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งพักใจ ชั้นที่ 5 จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเรื่องราวทางศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นที่ 6 และ ชั้นที่ 7 เป็นส่วนที่เกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์และพระอรหันต์ มีงานแกะสลักชาดกละเอียดงดงามให้ชมตลอดทาง ชั้นที่ 8 รวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญ โดยเฉพาะพระไตรปิฏก ถือเป็นอีกชั้นที่ให้ความรู้สึกสงบและขลัง และสุดท้าย ชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นไฮไลต์ของหลายคน เพราะนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นตัวเมืองขอนแก่นได้รอบทิศ โดยเฉพาะฝั่งบึงแก่นนครที่สวยเป็นพิเศษ
.
ในค่ำคืนนี้เราได้มาพักที่ GO Hotel ขอนแก่น แคมปัส โรงแรมคอนเซปต์ สุข สะดวก สำบาย สุดคุ้ม (Get Set GO Happy) แห่งแรกของภาคอีสาน ภายใต้การบริหารของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ใจกลางเมืองขอนแก่น   โดยตัวโรงแรมมีการออกแบบตกแต่งด้วยดอกคูน ซี่งเป็นดอกไม้เอกบักษณ์ของขอนแก่นทีสวยงาม จากที่พกสามารถเดินทางเที่ยวได้หลากลายเส้นทางเลย ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
.
เช้าวันใหม่ในขอนแก่น เราออกเดินทางต่อไปยัง “วัดไชยศรี” บ้านสาวะถี อำเภอเมือง จุดหมายที่ซ่อนเสน่ห์ของศิลปะพื้นถิ่นไว้อย่างน่าค้นหา ทันทีที่ก้าวเข้าไปในวัด ความสงบเรียบง่ายก็โอบล้อมเราไว้ พร้อมกับสิม โบราณอายุกว่า 100 ปี ที่ตั้งเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ดูขรึมขลังแต่แฝงด้วยความงดงามเหนือกาลเวลา
.
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ผนังทั้งด้านในและด้านนอกของสิม ซึ่งเต็มไปด้วย ฮูปแต้ม” หรือจิตรกรรมฝาผนังพื้นบ้าน ถ่ายทอดเรื่องราววรรณกรรมพื้นถิ่น สินไซ ครบทั้ง 9 ด่าน ไม่ว่าจะเป็นด่านงูซวง ด่านวรุณยักษ์ ด่านพระยาช้างฉัตทันต์ ไปจนถึงด่านยักษ์กุมภัณฑ์ แต่ละฉากถูกเล่าอย่างมีชีวิตชีวา แทรกด้วยภาพพุทธประวัติ เทพ มนุษย์ และสัตว์นานาชนิด
.
ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่เนื้อเรื่อง หากแต่อยู่ที่ฝีมือช่างโบราณที่สามารถย่อเรื่องราวขนาดใหญ่ให้เข้าใจง่าย ผ่านการจัดองค์ประกอบภาพอย่างลงตัว ตัวละครถูกวาดด้วยสัดส่วนเกินจริง เติมสีสันด้วยโทนคราม เหลือง และขาว ทำให้ภาพดูโดดเด่น สนุก และมีเสน่ห์เฉพาะตัว การได้เดินชมฮูปแต้มอย่างใกล้ชิด เหมือนได้ย้อนเวลาไปสัมผัสภูมิปัญญาและจินตนาการของคนในอดีต ที่ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวไว้ได้อย่างสมบูรณ์และมีชีวิตชีวาจนถึงทุกวันนี้
.
จุดหมายสุดท้ายจากตัวเมืองขอนแก่น เราเลี้ยวออกจากถนนใหญ่ มุ่งหน้าเข้าสู่บ้านนาคำ ตำบลเม็ง อำเภอหนองเรือ มายังกลุ่มทำผ้าไหม “ผ้าไหมที่แม่ทอ” แหล่งทอผ้าเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่กลางลานดินกว้าง รายล้อมด้วยแปลงหม่อน พื้นที่เลี้ยงไหม และกี่ทอผ้าอย่างเป็นระเบียบ รอบด้านเป็นนาข้าวและไร่ข้าวโพดที่ทอดยาวสุดสายตา
.
ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่การย้อมสีไหมและฝ้ายด้วยสีธรรมชาติ จากพืชในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นต้นประดู่ที่ให้โทนน้ำตาล สะเดาให้สีน้ำตาลอ่อน มะเกลือให้สีดำอมเทา ฝางให้สีแดงเข้ม ครั่งให้สีแดงสด ไปจนถึงใบอ้อนที่ให้สีเหลืองอมเขียวอ่อน ๆ แต่ละสีสะท้อนความใกล้ชิดกับธรรมชาติ และภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมาอย่างเรียบง่าย
.
ผ้าไหมทุกผืนถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต  เป็นงานฝีมือที่ทำควบคู่ไปกับวิถีเกษตรของชุมชน รายได้อาจไม่ได้มากมาย แต่เต็มไปด้วยคุณค่าและความตั้งใจในทุกขั้นตอน ก่อนออกจากหมู่บ้าน เราได้เห็นแนวทางการต่อยอดผ้าไหมไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างกระเป๋าและเนคไท ที่ยังคงกลิ่นอายของงานหัตถกรรมดั้งเดิมไว้ครบถ้วน ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ใช่แค่การเที่ยวชม แต่เป็นการได้สัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายที่หาได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่